แก่ได้ แต่ห้ามจน

เพราะชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีหลักประกัน หากเปรียบการใช้ชีวิตเหมือนกับการขับรถ เป็นหน้าที่สำหรับเจ้าของรถที่จะต้องสำรวจความพร้อมของเครื่องยนต์ และเติมน้ำมันให้เต็มก่อนออกสตาร์ท เช่นเดียวกับการเตรียมสภาพคล่องที่ทำให้เรามีความพร้อมเสมอสำหรับการตัดสินใจลงทุน เมื่อเห็นโอกาสหรือมีจังหวะเหมาะสม การมีเงินสดอยู่ในมือมาก ก็เหมือนรถที่มีน้ำมันเต็มถัง อยากไปไหนไม่ว่าใกล้ไกลก็ไปได้ทันที
แต่ก็อย่าลืมว่าทุกเส้นทางของการเดินทางอาจมีอุปสรรคหรือความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงรอคอยอยู่ การจะให้ไปถึงที่หมายโดยปลอดภัยและสบายใจจึงต้องคำนึงถึงการป้องกันและรับมือกับเหตุฉุกเฉินเอาไว้ในระดับที่เหมาะสม

เป็นธรรมดาที่ผู้คนในวัยหนุ่มสาวโดยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีความกังวลหรือหวาดกลัวอะไรในชีวิต น้อยคนที่จะคิดเตรียมใจไว้รับมือกับเรื่องร้ายๆ หรือเผื่อใจไว้ถึงวันที่ตัวเองไม่ได้มีร่างกายจิตใจที่พร้อมสมบูรณ์แข็งแรงอย่างในปัจจุบันมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพ ความเสื่อมของสังขารที่เป็นไปโดยธรรมชาติ การตกงานหรือมีเหตุให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เช่น การประสบภัยจากอุบัติเหตุ วินาศภัย การประทุษร้าย หรือแม้แต่ภัยธรรมชาติ ทุกสิ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว และคนอายุน้อยส่วนมากก็คิดว่า ตัวเองคงไม่มีวันเป็นเหยื่อของภัยหรือความเสี่ยงเหล่านั้น ถ้าเกิดเหตุขึ้นมาจริงๆ ก็คงเอาตัวรอดไปได้ไม่ยาก

บางคนก็มองว่า การมัวคิดคำนึงถึงความเสี่ยงหรือความไม่ปลอดภัยในชีวิตมากเกินไป เป็นอาการวิตกจริตอย่างหนึ่ง มองว่าชีวิตไม่จำเป็นต้องคิดอะไรเผื่อมาก บ้างเชื่อว่าคนที่จะประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ได้ ควรจะเป็นคนที่กล้าได้กล้าเสีย พร้อมที่จะเทหมดหน้าตัก ไม่ควรจะเป็นคนขี้กังวลที่เอาแต่ระวังหน้าระวังหลัง จนไม่มีจิตใจจะออกเดินไปไหน ซึ่งความจริงแล้วเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด

มุมมองหรือวิธีคิดในเรื่องเหล่านี้ อาจจะดูเหมือนสวนทางกับการไล่ล่าความเสี่ยงมากๆ เพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่าอย่างสิ้นเชิง เป็นความรู้สึกของคนทั่วไปที่พอใจกับการขับรถสวย เครื่องแรง นอกจากขับได้เร็วแล้วยังเตะตาคน แต่หงุดหงิดทุกทีเวลาที่ต้องเสียเงินเติมน้ำมันหรือจ่ายค่าซ่อมบำรุง ไหนจะค่าทำประกันรถหาย ประกันอุบัติเหตุทั้งค่าซ่อม ค่าเสียหายของคู่กรณี อันเป็นข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ยิ่งรถราคาแพงมากหรือขับได้เร็วมากเท่าใด ก็ยิ่งมีต้นทุนในการดูแลมากขึ้นเท่านั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับดูแลชีวิตให้ปลอดภัย เพื่อให้สามารถโลดแล่นไปได้รวดเร็วทุกทิศทางเท่าที่ใจปรารถนาอย่างเป็นอิสระ จึงเป็น ‘ต้นทุน’ ที่จำเป็นต้องคิดถึง หากเราอยากจะใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องห่วงว่า เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือเหตุไม่คาดฝันขึ้นแล้ว เราจะต้องตกลงไปถึงจุดต่ำสุด

ชีวิตคือการลงทุน มนุษย์เราแต่ละคนมีต้นทุนการใช้ชีวิตไม่เท่ากัน แม้ว่าอัตราผลตอบแทนที่แต่ละคนทำได้จะมีเปอร์เซ็นต์ต่างกันตามความสามารถ แต่เป็นธรรมดาที่คนมีทุนมาก ย่อมมีโอกาสทำกำไรมากกว่าคนมีทุนน้อย นอกจากนี้ ‘กำไรชีวิต’ ของแต่ละคนยังมีความหมายแตกต่าง แต่ที่สำคัญคือต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนเป็นอันดับแรกว่า ‘เงิน’ ไม่ใช่กำไรชีวิต เงินเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งในการทำให้ชีวิตมีความสุขในแบบที่ต้องการหรือช่วยให้ชีวิตมีกำไรได้ และความสุขในชีวิตนั้นมีมากมายหลายแบบ บางแบบอาจซื้อไม่ได้ด้วยเงิน เช่น การมีสุขภาพที่ดี การได้ใช้เวลาดีๆอยู่ร่วมกับคนที่รัก การได้มีเวลาทำในสิ่งที่ชอบ

คนที่ทำธุรกิจหรือนักลงทุนต่างรู้ดีว่า การประหยัดได้หนึ่งบาท ก็คือกำไรหนึ่งบาท  ยกตัวอย่างเช่น การยอมเสียเวลาทำงานวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อออกกำลังกายดูแลสุขภาพ อาจทำให้เราเสียโอกาสทำเงินไปวันละ 1,000 บาท (สมมุติว่าทำงานได้เงินชั่วโมงละ 1,000 บาท) แต่สุขภาพดีที่เราเจียดเวลาดูแลนั้น ก็คือการลงทุนระยะยาวที่อาจจะทำให้เราประหยัดค่ารักษาพยาบาลในอนาคตได้มากกว่าวันละ 3,000 บาทเมื่อเราแก่ตัวลง

เช่นเดียวกันกับการแบ่งเวลาในชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ มาใช้อย่างมีคุณภาพกับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่แก่ชรา หรือการให้เวลาดูแลลูกหลานอย่างใกล้ชิดในวัยเยาว์ ช่วงเวลาเหล่านี้อาจเป็นเวลาทองสำหรับการทำเงินก็จริง แต่หากเราไม่มีโอกาสได้ใช้มันกับคนที่เรารัก เพื่อแสวงหากำไรชีวิตในรูปแบบของความสุขและประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาเพียงครั้งเดียวในชีวิต และช่วงเวลานั้นเไม่อาจย้อนกลับคืนมาได้อีก ไม่ว่าเราจะมีเงินมากมายแค่ไหน เราก็ซื้อบางสิ่งที่ต้องการกลับคืนมาไม่ได้เพราะไม่มีขาย ก็ถือว่าเราเสียโอกาสหรือพลาดเป้าหมาย การลงทุนที่ดีจึงต้องรู้จังหวะเวลาและตระหนักรู้ในเป้าหมายที่แท้จริง โดยอาศัยการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ภายใต้เหตุผล แยกแยะให้ออกระหว่างสิ่งที่ ‘อยาก’ กับสิ่งที่ ‘ควร’ เพราะคนส่วนใหญ่มักจะได้ในสิ่งที่เขาควรได้ เมื่อลงมือทำในสิ่งที่เขา ‘ควรทำ’ แม้ว่าสิ่งที่ควรทำอาจไม่สนุก

การเตรียมทุนเอาไว้ลงในรายการที่จ่ายแล้วไม่สนุก แต่ควรทำ (ไม่เหมือนการจ่ายเงินซื้อรถ ซื้อนาฬิกา บ้านตากอากาศ หรือแหวนเพชร ที่คนอยากซื้อ อยากจ่าย เพราะจ่ายแล้วสนุก ซื้อแล้วเพลิดเพลิน) อย่างเช่น การดูแลสุขภาพ การป้องกันความเสี่ยงของชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการใช้จ่ายเพื่อกิจสาธารณะ การช่วยเหลือสังคม การอุปถัมภ์ผู้คนรอบข้าง รวมถึงการจ่ายภาษีสังคมทุกรูปแบบ แม้บางทัศนะจะมองว่ารายการเหล่านั้นเป็น “ค่าใช้จ่าย” มิใช่ “การลงทุน” แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันก็เป็นรายการลงทุนทั้งสิ้น เพียงแต่ไม่ได้ดอกผลงอกเงยออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินกำไรเหมือนการลงทุนในหุ้น ที่ดิน หรือพันธบัตร และปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ‘ชีวิตมีกำไร’ ในระยะยาว หากคุณมองออกและยอมรับได้จริงๆโดยไม่ให้เงินบังตาว่า สิ่งที่ชีวิตปรารถนาอยู่ในส่วนลึกนั้นคืออะไรแน่

เชื่อหรือไม่ว่า ถ้าให้คนเลือกจัดลำดับความสำคัญในการจ่ายเงิน 3 รายการ ได้แก่ การประกันภัยทรัพย์สิน การประกันชีวิต และการประกันสุขภาพ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่อยากจ่ายอะไรเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ถ้าต้องเลือก คนก็นิยมเลือกการประกันชีวิตเป็นอันดับแรก เพราะเห็นว่าเป็นการออมเงิน ท้ายสุดจะได้ ‘เงิน’ กลับมาพร้อมผลตอบแทนเล็กน้อย แต่ไม่มีใครคิดว่าอยากได้เงินคืนจากประกันชีวิตในรูปสินไหมทดแทนเมื่อตัวเองตาย รองลงมาคือการประกันทรัพย์สิน เพราะนอกจากคนส่วนใหญ่จะห่วงเงินแล้ว ยังห่วง ‘ทรัพย์สิน’ มาก ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือการประกันภัยรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ประกันภัยจากการโจรกรรม ฯลฯ แต่สิ่งที่คนให้ความสำคัญท้ายสุดคือการประกันสุขภาพ เพราะคนจำนวนมากเห็น ‘สุขภาพ’ สำคัญน้อยกว่าเงินและทรัพย์สิน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา สวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็นหรือควรจะทำในเรื่องของการใช้จ่าย หรือการลงทุนเพื่อผลที่ยั่งยืนในระยะยาวทั้งสิ้น

ที่สาธยายร่ายยาว มิได้จะมาชักชวนให้ทำประกัน แต่การป้องกันความเสี่ยงอย่างรอบคอบด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีแค่การประกันภัย ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ หรือประกันชีวิต ฯลฯ การสร้างหลักประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กับทั้งตัวเองและให้กับคนที่เรามีหน้าที่ต้องดูแล เป็นการเตรียมความพร้อมที่ดี ในก้าวแรกสำหรับความสุขและความสำเร็จของการลงทุน เพราะการทำตัวเองให้หมดห่วง ได้ประเมินศักยภาพตัวเองตามความเป็นจริง ช่วยให้ผู้ลงทุนมั่นใจ พร้อมรบ พร้อมลุยในทุกสถานการณ์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่า เกมการลงทุนนั้น ส่วนใหญ่เราไม่ได้เป็นคนคุม ต่อให้เป็นเซียนมาจากไหน ก็ต้องเล่นไปตามกติกาของคนอื่น ผู้ลงทุนรายย่อยเกือบทั้งหมดเป็นเพียงฝ่ายรับมากกว่าฝ่ายรุก หากเราลงทุนถูกจังหวะแล้วโชคดีก็สบายไป แต่หากเกิดพลาดพลั้ง มีสะดุดหกล้มขึ้นมาบ้าง การได้ล้มบนจุดที่เราวางแผนรองรับไว้แล้วเป็นอย่างดี ก็ย่อมจะเจ็บน้อยกว่า สบายกว่า และลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ง่ายกว่าเสมอ

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับมกราคม 2557

Related posts:

You may also like...