โลกคือละคร…อรชุมา ยุทธวงศ์

ครูแอ๋ว cover

แม้ว่าโลกนี้คือละครโรงใหญ่ ที่เต็มไปด้วยฉากชีวิตหลากสีสัน และมีตัวละครจำนวนมหาศาล แต่ดูเหมือนว่า บทบาทในแต่ละเรื่องราวของชีวิตทั้งหลายนั้นมักมีจำนวนมากกว่าตัวแสดงอยู่เสมอ ทำให้นักแสดงแต่ละคนต้องสวมบทมากกว่าหนึ่งตัวละคร และแสดงออกด้วยเงื่อนไขที่ต่างกันในแต่ละฉาก แต่ละสถานการณ์ ทั้งบทบาทที่เราเลือกได้ และบทบาทที่จำต้องรับไว้โดยไม่ได้เลือก ซึ่งหากจะว่าไปแล้ว หน้าที่ของเราก็คงไม่มีสิ่งใดมากไปกว่าการแสดงทุกบทบาทให้ดีที่สุด  จนกว่าจะได้เวลาปิดฉากเลิกรากันไป ไม่ว่าจะด้วยเสียงปรบมืออันกึกก้องจากผู้ชมหรือจากไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครจดจำก็ตาม

เช่นเดียวกับหลายบทบาทในชีวิตของครูสอนการแสดงระดับแนวหน้าของประเทศไทย อรชุมา ยุทธวงศ์ หรือครูแอ๋ว ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักแสดงมากมายในวงการบันเทิง รวมถึงนักบริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำต่างๆ ก็มีทั้งบทบาทที่เธอเลือกด้วยความสุขสนุกสนาน ควบคู่ไปกับบางบทบาทที่โลกได้หยิบยื่นให้เธอต้องรับไว้อย่างไม่อาจปฏิเสธ ท่ามกลางฉากชีวิตที่เริ่มต้นด้วยความสุข และปัจจุบันที่อิ่มเอมด้วยความสำเร็จรอบด้านอย่างน่าอิจฉา

IMG_0327-682x1024

“ตั้งแต่เด็กๆมา ครูแอ๋วไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษสักเท่าไรนะคะ แต่อาจจะรู้สึกถึงความต่างที่ได้เรียนโรงเรียนดี คือโรงเรียนสาธิตปทุมวัน ครูบาอาจารย์ท่านให้อิสระในการแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง แม้คนอื่นอาจจะมองว่าเด็กสาธิตฯ ดูน่าหมั่นไส้ (หัวเราะ) แต่เราก็ได้รับโอกาสให้พูดในสิ่งที่คิด สิ่งที่รู้สึก และการเป็นลูกคนเดียวทำให้เราได้ใช้เวลาพูดคุยกับตัวเองเยอะ ไม่ได้ไปพูดคุยทะเลาะกับพี่น้องหรือทำกิจกรรมอื่นๆมากมาย การที่ได้มีเวลาคิด และมีโอกาสในการแสดงออก ทำให้เราไม่จำเป็นต้องยั้งในการที่จะคิด พูด หรือทำ ในสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ใช่ พอคนเรารู้สึกแบบนี้ก็ทำให้ทำอะไรได้เยอะ มีโอกาสตามใจตัวเองมาก นึกอยากทำอะไรก็ได้ลองทำ เช่น นึกจะลองทำรายการทีวีก็ได้ทำ อยากทำรายการวิทยุก็ทำ เป็นคนที่ไม่ได้เครียดกับการวางแผนชีวิตให้รัดกุมมากนัก เป็นโชคดีค่ะที่ได้โอกาสพิเศษ ได้เจอะเจอคนพิเศษ ถ้าเป็นทางธรรมะก็คงเรียกว่าเป็นผลบุญที่คนก่อนเขาทำไว้ดี ส่งผลมาให้เรา ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ประตูทุกบานก็เปิดออก เมื่อออกปากขอความสนับสนุนจากใครก็จะได้รับการตอบรับที่ดีเสมอ”

ครูแอ๋วย้อนอดีตให้เราฟังอย่างเป็นกันเองด้วยรอยยิ้มอบอุ่นใต้แสงแดดอ่อนยามสาย ณ บ้านหลังสวยของเธอ ที่ทุกซอกมุมมีรายละเอียดเก๋ไก๋ด้วยงานศิลปะและของสะสมอันงดงาม เป็นเสมือนนามบัตรที่สื่อสารตัวตนของผู้เป็นเจ้าของได้อย่างน่าประทับใจ บ้านหลังนี้นอกจากจะเป็นบ้านแสนสุขของครอบครัวแล้ว ยังเป็นออฟฟิศที่ครูแอ๋วใช้สอนการแสดงและจัดเวิร์คช็อปต่างๆ มานานเกือบยี่สิบปี นับตั้งแต่ครั้งที่เธอตัดสินใจโบกมือลาจากตำแหน่งอาจารย์ประจำของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาสู่ชีวิตอิสระที่มีงานให้ทำเต็มเวลา ฉากชีวิตส่วนใหญ่ของคนละครอย่างเธอจึงโลดแล่นอยู่ที่นี่

IMG_0239-682x1024

“แรงบันดาลใจในศาสตร์การละครมาจากรองศาสตราจารย์สดใส พันธุมโกมล ท่านเป็นอาจารย์ที่วิเศษมากค่ะ ให้ทุกอย่างที่เป็นหลักการดีๆ ของการละคร และความน่าสนใจในศาสตร์ของละครเอง เป็นศาสตร์ที่ไม่มีผิดถูก เราถูกสอนมาให้ค้นหาสิ่งที่เราเห็นว่าใช่ ไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่าหนึ่งบวกหนึ่งต้องเป็นสอง เป็นเรื่องของการตีความในบทละคร หรือวรรณกรรมต่างๆ ซึ่งมีอิสระทางความคิดมาก ไม่ต้องท่องจำ”

ด้วยความสามารถอันเป็นที่กล่าวขานในการฝึกฝนนักแสดงให้สามารถแสดงออกได้ตามบทบาท ซึ่งเป็นงานที่ครูแอ๋วทุ่มเทด้วยใจรัก ก็ได้ขยายขอบเขตไปสู่งานเวิร์คช็อปพัฒนาบุคลากรระดับสูงขององค์กรชั้นนำระดับประเทศมากมาย ที่ในช่วงเริ่มแรกเจ้าตัวเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน

“ตอนแรกที่ลาออกมา ยังไม่รู้หรอกค่ะว่าจะทำอะไร แต่แล้วโอกาสก็เข้ามาเรื่อยๆ งานก็เข้ามาเอง ด้วยการบอกต่อกันปากต่อปาก จนกระทั่งมีงานเวิร์คช็อปสำหรับผู้บริหาร ตอนแรกก็ไม่แน่ใจ เพราะลูกค้าต่างๆ ที่เข้ามาก็ไม่ใช่คนจากโลกของเราเลย เป็นโลกของหุ้น โลกธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่กระทรวงการคลัง ทุกอย่างทำที่บ้านนี้นะคะ ไม่ได้ไปที่ออฟฟิศของลูกค้า ตอนนี้ทำให้ทหารไทย ตลาดหลักทรัพย์ และ K-Asset เป็นคอร์สสำหรับผู้บริหารระดับสูง คอร์สละประมาณ 8 ถึง 10 คน ชื่อคอร์ส  MAXIMIZING YOUR TALENT เป็นการรู้จักกับตัวเอง เข้าใจถึงตัวตนภายในของตนเอง การสนใจคนอื่น การเชื่อมโยงกับองค์กร โดยหน่วยงานที่มีการปรับปรุงภาพลักษณ์ จะมีการการเปลี่ยนแปลงทั้งบุคลิกภาพภายนอกและภายใน ที่ผ่านมาเคยทำให้หลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็น ไอทีวี ช่องเก้า นายน์เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เอราวัณกรุ๊ป ฯลฯ เอาหลักการละครมาประยุกต์ใช้ โดยให้มองว่าการแสดงออกโดยบทบาทในหน้าที่การงาน เปรียบเสมือนเป็นการแสดงบทบาทที่มีผู้ชม เมื่อผู้แสดงเข้าใจบทบาทนั้นก็จะแสดงได้ดี และสามารถรักษาระดับการแสดงไว้ให้เป็นมาตรฐานในครั้งต่อไป โดยสิ่งสำคัญคือการปรับทัศนคติค่ะ”

“ครูแอ๋วไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นผู้สร้างคนนะคะ แค่รู้สึกว่าเขาผ่านมือมา แตะมือกันช่วงหนึ่ง มีอะไรจะบอกกันได้ก็บอก เราก็เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เราเป็นเพียงกลไกอันหนึ่ง เปรียบเหมือนกระจกที่เขายกขึ้นมาส่องให้เห็นตัวเอง ครั้งหนึ่งมีศิลปินเพลงชื่อดังไปรับเล่นละครช่อง 7 และเขารู้สึกเป็นกังวลกับงานนั้น เพราะรู้สึกว่าเป็นงานที่ไม่คู่ควรกับเขา เราก็บอกเขาไปว่า เราต้องเคารพตัวเอง เคารพงานที่เราทำ แล้วทุกงานก็จะมีค่าเหมือนกันหมด”

“ในศาสตร์การละคร เราถูกฝึกให้รู้จักสังเกตชีวิต เข้าใจในเหตุผลของพฤติกรรมการแสดงออกในแต่ละบทบาท แต่ละสถานการณ์ เราจะไม่ตัดสินคน แต่ใส่ใจกับคน และความรู้สึกนึกคิดของคน ซึ่งครูแอ๋วมีทฤษฏีอย่างหนึ่งที่อยากเผยแพร่ นั่นคือ ตัวตนที่หนึ่ง สอง และสาม ซึ่งทุกคนมี

“ตัวตนที่หนึ่งคือความเป็นเราหรือตัวจริง ตัวตนแท้ๆ ที่อยู่ห้องนอน อาจจะดุมาก ขี้หงุดหงิดหรือขี้เบื่อ อารมณ์อ่อนไหว เป็นตัวตนที่เรารู้ของเรา และต้องรักษามันไว้ให้ดี จนเคลียร์ สบายใจ มีความสุขที่จะเป็นตัวเอง เพราะมันเป็นแก่นของเรา ถ้าไม่มีตัวตนที่หนึ่งเราจะอยู่ไม่ได้

“ตัวตนที่สอง คือตัวรับแขก ยกตัวอย่างในหมู่นักแสดงก็คือ ตัวตนที่เขาแสดงออกเมื่อให้สัมภาษณ์ ต้องสัมพันธ์กับผู้คนในส่วนที่เป็นสาธารณะ เราต้องแสดงไปตามหน้าที่ให้เหมาะสม ตามที่ถูกที่ควร

“ส่วนตัวตนที่สาม เป็นตัวตนที่เราแสดงออกภายใต้หมวกแต่ละใบที่เราสวมอยู่ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหมวกพนักงาน หมวกคุณแม่ หมวกภรรยา แฟน อาจจะเป็นลูกสาว หรือเพื่อน เป็นตัวตนที่เราแสดงออกให้สอดคล้องกับความคาดหวังในฐานะหรือบทบาทแต่ละอย่างที่เราเป็น ถ้ายกตัวอย่างนักแสดงจะดูง่าย อย่างเช่น คุณนก สินจัย ในชีวิตจริงเธอเป็นแม่ เป็นภรรยาของคุณฉัตรชัย บางช่วงอาจจะมีเรื่องทะเลาะกัน มีข่าวไม่ดีออกมาว่าจะหย่ากัน แต่เมื่อออกสังคมเขาก็ใช้ตัวตนที่สอง เดินพรมแดงคู่กัน ดูสดชื่น และเมื่อถึงตัวที่สามก็คือบทต่างๆ ที่เธอได้รับในการแสดง เห็นได้ชัดว่าเธอแบ่งตัวตนตรงนี้ได้ดีมาก บทบาทในฐานะตัวที่สามของเธอก็พุ่ง แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ อาจจะมีการลาออกบ่อย เช่นวันนี้ตัวสามพัก เพราะรู้สึกเหนื่อย…ขอลาวันนี้ไม่อยากทำหน้าที่แม่บ้าน (หัวเราะ)”

ทฤษฎีของครูแอ๋วในเรื่องบทบาทต่างๆ ของชีวิตนั้นฟังดูเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง จนเราอดคิดไม่ได้ว่า เธอคงเป็นคนหนึ่งที่มีความเข้าใจโลกได้อย่างถ่องแท้ และสามารถควบคุมทุกบทบาทของชีวิตตัวเองได้ดีเยี่ยม แต่ครูแอ๋วกลับปฏิเสธอย่างหนักแน่นพร้อมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

“มีพลาดตลอดค่ะ เมื่อพลาดก็ต้องตามเจริญสติดู เรื่องที่พลาดส่วนมากจะเป็นเรื่องคุณแม่ที่เป็นจุดอ่อน ท่านเป็นอัลไซเมอร์ ช่วงแรกๆ เราไม่รู้ มีอาการคือแม่จะคอยฟ้องโน่นนี่ เช่น คนนั้นคนนี้ขโมยของ ตอนแรกเรายังรับไม่ได้ก็พยายามโต้เถียงว่ามันไม่มีใครเอาไปหรอก พอตอนหลังได้มาเข้าใจว่านี่คืออาการของโรคอัลไซเมอร์ ก็ต้องพยายาม บางทีต้องตอบคำถามเดิมซ้ำๆ ทุกครึ่งนาที มันเป็นแบบฝึกหัดชีวิตที่ทำให้คิดว่า ทำไมเราดีกับคนทั้งโลกได้ แต่กับแม่เราเองทำไมทำไม่ได้ เป็นธรรมดาค่ะที่คนใกล้ตัวมักโดนเราเหวี่ยงง่ายหน่อย เพราะเราวางใจว่าเขารักเรา แต่ความจริงแล้ว ความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวเราก็ต้องหมั่นรดน้ำพรวนดิน”

IMG_0175-682x1024

ครูแอ๋วเปิดแง่มุมให้เราเห็นเธอในบางบทบาทของชีวิตที่ไม่เรียบง่าย…และแน่นอน ภาวะของการ ‘จากเป็น’ กับบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งด้วยโรคอัลไซเมอร์ เป็นบทบาทที่เธอหรือใครๆ ในโลกนี้ก็ไม่อยากเลือก

“เรื่องคุณแม่ เราก็ต้องดูแลใจตัวเองให้ไม่กระเพื่อม เพื่อให้ ‘จากเป็น’ อย่างดีที่สุด ดูแลให้ท่านมีความสุข เดี๋ยวนี้เช้าสายบ่ายเย็นก็จะใช้วิธีกอดกันเลยค่ะ เพราะบางทีแม่จำไม่ได้แล้วว่าเป็นเรา ต้องพยายามดูตัวเองด้วยธรรมะ ว่าตอนนี้เราโกรธ หรือน้ำเสียงที่พูดออกไปอาจจะไม่ดีเลย ซึ่งธรรมะจะช่วยดึงเราไว้ได้เยอะมาก

“ลูกสาวของครูแอ๋วบอกว่า แม่ต้องทำใจนะว่าแม่กำลังใช้กรรม แม่กับยายมีกรรมต่อกัน แต่แม่อย่าสร้างกรรมใหม่ ตอนลูกสาวคนนี้อายุเจ็ดขวบเคยคุยกันเล่นๆ ว่าลูกอยากเกิดเป็นอะไร เขาตอบว่า ไม่เกิดดีที่สุดแม่…ไม่ต้องตาย แล้วก็เดินจากไปเฉยๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า โรคภัยที่พรากทั้งความทรงจำและความรักย่อมนำมาซึ่งความเจ็บปวดอันสุดจะทานทน ในขณะที่บางคนอาจจะสิ้นหวังหรือยอมแพ้ แต่ครูแอ๋วเลือกที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความรักและการทำความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลคุณแม่ซึ่งเป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์ตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังสนับสนุนโครงการอันเป็นประโยชน์ต่างๆ ให้กับคุณหมอ….ผู้อุทิศตัวให้กับคนไข้สมองเสื่อมด้วยจิตสาธารณะ อันเป็นที่มาของ ‘ชมรมผู้ก่อการดี’

“ชมรมผู้ก่อการดีเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่สุดค่ะ เริ่มมาจากการที่เราอยากช่วยคุณหมอ…ซึ่งท่านอุทิศตัวให้กับคนไข้สมองเสื่อมอย่างเต็มที่ และอีกเหตุผลหนึ่งคือคุณแม่เป็นผู้ป่วยที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด เรื่องของอัลไซเมอร์เป็นเรื่องที่ตัวเราเองมีความรู้สึกด้วยมากๆ จึงมาชวนแนวร่วมเพื่อช่วยกันทำอะไรเพื่อสนับสนุนคุณหมอ ในแต่ละปีก็มีกิจกรรมต่างๆ อย่างปีที่แล้วมีการจัดประชุมนานาชาติ เราก็จัดการแสดงเล็กๆ ไปร่วมเปิดประชุมให้ สำหรับปีนี้คุณหมออยากสร้างความตระหนักรู้ให้กับสื่อ ก็เลยออกหนังสือ ‘บันทึกใกล้ใจ’ มีงานเปิดตัวหนังสือและเชิญสื่อมวลชนมาทำข่าว เพื่อให้สังคมตระหนักรู้ว่า ผู้สูงอายุในปัจจุบันซึ่งมีอายุยืนยาวขึ้นเรื่อยๆ นั้น มีภาวะสมองเสื่อม ซึ่งถ้าเราสามารถจับอาการได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี หรือรู้วิธีใช้ชีวิต ก็จะช่วยผ่อนความตึงเครียดของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล รวมไปถึงมีการอบรมผู้ดูแล และมีบริการต่างๆ ของคุณหมอ ซึ่งเป็นกิจกรรมจิตอาสา มีเอกสารความรู้ที่เราอยากช่วยเผยแพร่ให้ทราบในวงกว้าง”

แม้จะมีงานให้ทำเต็มเวลา บวกกับงานดูแลคุณแม่ และงานเพื่อสังคม แต่ครูแอ๋วก็ไม่ได้มองข้ามงานอดิเรกที่ทำให้ชีวิตผ่อนคลาย นั่นคือการทำจี้กง รวมถึงการหาเวลาไปปฏิบัติธรรม

“แต่ก่อนเคยกลัวความตายของคนที่รัก พอมาปฏิบัติธรรมก็เข้าใจ ไม่ได้ฟูมฟายอะไรมาก เหตุผลเริ่มแรกที่ไปปฏิบัติธรรม ก็เพราะกลัวว่าจะรับมือกับการสูญเสียไม่ได้ เพราะมันมีความผูกพัน บ้านนี้เป็นบ้านผูกพัน เรากอดกันหอมกันตลอดเวลา การฝึกทั้งหมดก็เพื่อให้เรารู้จักเผื่อใจไปเรื่อยๆ ไม่ยึดติดมาก ไม่ผูกพันมาก แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่แคร์นะคะ และในการปฏิบัติธรรม อาจารย์ก็บอกว่า ครูแอ๋วมีโจทย์ที่ยากกว่าคนอื่น เพราะอยู่ในวงการมายา อยู่ในเรื่องของการปรุงแต่งเสมอ คนอื่นอาจจะมองว่า เราอาจจะเข้าใจอะไรทะลุประโปร่งมาก เรียกเราว่าแม่หมอ (หัวเราะ) ที่แท้แล้วมาจากความใส่ใจว่าอีกคนเป็นใคร เขาคิดอย่างไร ก่อนจะไปสอนใคร ครูแอ๋วก็จะอธิษฐานจิตว่า ขอให้เป็นประโยชน์กับเขามากที่สุด”

ครูแอ๋วชี้ให้เห็นประโยชน์อย่างยิ่งยวดในการปฏิบัติธรรมว่าเป็นหนทางสำคัญในการเตรียมจิตให้พร้อมรับมือกับทุกฉากชีวิตได้อย่างมีสติ ก่อนจะสรุปสภาวะ ณ ปัจจุบันของเธออย่างสั้นๆ ให้เราเข้าใจได้อย่างเรียบง่าย

“มีที่อยู่ของตัวเอง มีที่อยู่ของใจ มีความสนใจชัดเจน รู้ว่าควรจะให้อะไรกับใครมากมายแค่ไหน จัดลำดับความสำคัญ”

ซึ่งการมองเห็นภาพที่ชัดเจนของตนเองได้นั้น ย่อมเกิดจากความใส่ใจที่จะสังเกต วิเคราะห์ จดจำทุกรายละเอียด ทุกแง่มุมของชีวิต เช่นเดียวกับการจับจ้องทุกลีลาการแสดงที่ดำเนินไปทีละฉาก…ทีละฉาก ในโลกที่เป็นละครโรงใหญ่ใบนี้…จนกว่าจะถึงฉากสุดท้าย และโบกมืออำลา


Text: วีร์วิศ

Credit: วารสาร Supalai@Home

 

Related posts:

You may also like...